ถ้าคุณใช้เพร็พ (PrEP) ซึ่งเป็นยาป้องกันเอชไอวีก่อนสัมผัสเชื้ออยู่แล้ว คำถามเรื่องชุดตรวจจากปัสสาวะ ระหว่างกินเพร็พ ตอบสั้น ๆ ได้ว่ายังใช้แทนนัดตรวจของคลินิกไม่ได้ เหตุผลคือแนวทางการจัดบริการเพร็พ ประเทศไทย ปี 2568 กำหนดตารางตรวจเอชไอวีของผู้รับเพร็พไว้ชัดเจน และการตรวจด้วยตนเองทุกชนิดเป็นการคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น
ถ้าอ่านแค่บรรทัดเดียว ให้จำว่า U-TEST เป็นงานวิจัยในคนอายุ 15–24 ปี แนวทางการตรวจฯ ปี 2568 ยังไม่มีเกณฑ์ชุดตรวจด้วยตนเองแบบปัสสาวะ และคนใช้เพร็พยังต้องไปตรวจตามนัดตามเดิม
โครงการ U-TEST คืออะไร และเกี่ยวอะไรกับคนใช้เพร็พ
ตามโปสเตอร์ U-TEST มีชื่อเต็มว่า “โครงการศึกษาความยอมรับและความสามารถในการใช้งานชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองจากปัสสาวะในวัยรุ่นและเยาวชนไทย” ดำเนินการโดยสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านวิจัยโรคติดเชื้อเด็กและวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วัตถุประสงค์คือศึกษาการยอมรับและความสามารถในการใช้งานของชุดตรวจแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวีจากปัสสาวะด้วยตนเอง ผู้เข้าร่วมคืออายุ 15–24 ปี ที่สนใจตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจชนิดนี้ ทีมวิจัยคือ ศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ หัวหน้าโครงการ พญ.อารยา บุญกูล แพทย์ผู้วิจัย และคุณจุฑามณี มูลวงษ์ ผู้ประสานงาน หมายเลขโครงการ 0256/69 ใบรับรองเลขที่ 0687/2026 รับรอง 21 พฤษภาคม 2569
ถ้าอายุเกิน 24 ปี คุณไม่เข้าเกณฑ์ผู้เข้าร่วมตั้งแต่ต้น
ใช้เพร็พอยู่ ต้องตรวจเอชไอวีตามนัดบ่อยแค่ไหน
ตารางที่ 3.1 ของแนวทางฯ ปี 2568 กำหนดตามชนิดเพร็พที่ใช้ และจัดการตรวจเอชไอวีไว้ในกลุ่มที่จำเป็น
| ชนิดเพร็พ | ตรวจเอชไอวีตามแนวทางไทย ปี 2568 | ใช้ชุดตรวจด้วยตนเองเป็นการตรวจของนัดนั้นได้ไหม |
|---|---|---|
| ยาเม็ด (TDF/FTC หรือ TAF/FTC) ทั้งแบบรายวันและแบบเฉพาะช่วงที่เสี่ยง | แรกเข้า เดือนที่ 1 แล้วทุก 3 เดือน (เดือนที่ 0, 1, 4, 7, 10 …) | ได้ ทั้งห้องปฏิบัติการ ชุดตรวจแบบรวดเร็ว และชุดตรวจด้วยตนเอง (ผลมีปฏิกิริยาต้องยืนยันที่ห้องปฏิบัติการเสมอ) |
| ยาฉีดคาโบทิกราเวียร์ออกฤทธิ์นาน | แรกเข้า เดือนที่ 1 แล้วทุก 2 เดือน | ยังไม่แนะนำ ให้ใช้ห้องปฏิบัติการหรือชุดตรวจแบบรวดเร็ว |
| ยาฉีดเลนาคาพาเวียร์ | แรกเข้า เดือนที่ 1 เดือนที่ 6 แล้วทุก 6 เดือน | ยังไม่แนะนำเช่นกัน และแนวทางฯ ระบุว่ายังไม่มีใช้ในไทย |
ตารางเดียวกันยังแยกอีกสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือการตรวจที่จำเป็นเมื่อใช้ยาเม็ด TDF/FTC และ TAF/FTC ได้แก่ การทำงานของไต (ค่า creatinine และ eGFR ซึ่งบอกว่าไตกรองของเสียได้ดีแค่ไหน) ทุก 6–12 เดือน ในผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป หรืออายุน้อยกว่านั้นแต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อไต เช่น เบาหวานหรือความดันโลหิตสูง กลุ่มที่สองคือการตรวจที่แนะนำหากหน่วยบริการไม่มีข้อจำกัด เช่น ซิฟิลิสทุก 3 เดือน หนองในและคลามิเดียทุก 6 เดือน และแนวทางฯ ยังแนะนำให้ตรวจเอชไอวีก่อนหยุดใช้เพร็พ อ่านต่อได้ที่ ขอรับยาเพร็พต้องตรวจอะไรก่อนเริ่ม และระหว่างใช้ต้องตรวจอีกไหม
ชุดตรวจจากปัสสาวะ ระหว่างกินเพร็พ มาแทนนัดตรวจได้ไหม
ยังไม่ได้ และเหตุผลมีสองชั้น ชั้นแรกคือเกณฑ์ของชุดตรวจ แนวทางการตรวจฯ ปี 2568 สรุปเกณฑ์ชุดตรวจคัดกรองด้วยตนเองตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขไว้สองแบบ คือแบบตรวจจากเลือดหรือส่วนประกอบของเลือด และแบบตรวจจากน้ำในช่องปาก ยังไม่มีแบบปัสสาวะ ส่วนองค์การอนามัยโลกขึ้นบัญชีรับรองคุณภาพชุดตรวจด้วยตนเองจากปัสสาวะสำหรับเอชไอวีชนิดที่ 1 เป็นรายแรกเมื่อ 7 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่การอนุมัติให้จำหน่ายในไทย
ชั้นที่สองคือบทบาทของการตรวจ แนวทางเพร็พเปิดให้ใช้ชุดตรวจด้วยตนเองติดตามเพร็พชนิดเม็ดได้ แต่ผลที่มีปฏิกิริยาต้องยืนยันด้วยการตรวจทางห้องปฏิบัติการเสมอ ส่วนแนวทางการตรวจฯ เขียนตรงตัวว่าผลชุดตรวจด้วยตนเองเป็นผลคัดกรองเบื้องต้น ต้องยืนยันที่สถานพยาบาล และห้ามนับรวมในกลวิธีตรวจวินิจฉัยปกติของประเทศ องค์การอนามัยโลกก็ระบุว่าการตรวจด้วยตนเองไม่ได้มาแทนการตรวจโดยผู้ให้บริการ
ชุดตรวจแอนติบอดีมีข้อจำกัดอะไรกับคนที่ใช้ยาป้องกัน
ชุดตรวจที่ U-TEST ศึกษาเป็นชุดตรวจ แอนติบอดี คือหาภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างหลังรับเชื้อ ไม่ได้หาตัวไวรัสโดยตรง จุดนี้สำคัญสามข้อ
- ช่วงที่ตรวจไม่เจอยาวกว่า แนวทางฯ ระบุว่าชุดตรวจด้วยตนเองที่อนุมัติในไทยตอนนี้เป็นรุ่นที่ 3 มีระยะ window period คือช่วงที่รับเชื้อแล้วแต่ยังตรวจไม่พบ ยาวกว่าห้องปฏิบัติการรุ่นที่ 4 ที่หาทั้งแอนติเจนของไวรัสและแอนติบอดี ถ้าเสี่ยงช่วงนี้ เอกสารให้เน้นตรวจติดตามตามกำหนด โดยเฉพาะเดือนที่ 1
- ยาต้านไวรัสเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลคลาดเคลื่อน แนวทางการตรวจฯ ระบุว่าการตรวจด้วยตนเองอาจให้ผลบวกปลอมหรือลบปลอมได้ ด้วยปัจจัยเดียวกับชุดตรวจในสถานพยาบาล เช่น การตรวจในระยะฟักตัว การติดเชื้ออื่น และการกินยาต้านไวรัส เอกสารจึงไม่แนะนำให้ผู้มีเชื้อเอชไอวีที่รับยาต้านไวรัส (ART) อยู่ ใช้ชุดตรวจด้วยตนเอง ข้อนี้พูดถึงยาต้านไวรัสที่ใช้รักษา ไม่ใช่เพร็พ แนวทางเพร็พยังให้ใช้ชุดตรวจด้วยตนเองติดตามเพร็พชนิดเม็ดได้ตามปกติ
- ชนิดเพร็พเปลี่ยนคำตอบ แนวทางฯ ยังไม่แนะนำให้ผู้รับเพร็พชนิดฉีดใช้ชุดตรวจด้วยตนเองติดตาม จนกว่าจะมีหลักฐานสนับสนุนเพิ่มเติม
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ การตรวจด้วยตนเองช่วยเรื่องความสะดวกและความเป็นส่วนตัว แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลเท่านัดของคลินิก ชุดตรวจจากปัสสาวะไม่ได้บอกค่าไต ไม่ได้คัดกรองซิฟิลิส และไม่ได้ต่อยา
ผลตรวจด้วยตนเองมีปฏิกิริยาระหว่างใช้เพร็พ ต้องทำอย่างไร
สิ่งที่คนมักทำผิดคือหยุดยาทันทีเพราะกลัว แนวทางฯ บอกตรงกันข้าม
- อย่าหยุดเพร็พเอง เอกสารระบุว่ากรณีผลมีปฏิกิริยาขณะใช้เพร็พ ให้ใช้ต่อจนกว่าจะทราบผลยืนยัน องค์การอนามัยโลกก็เขียนไว้ตรงกัน
- ไปตรวจยืนยันที่สถานพยาบาล ผลคัดกรองไม่ใช่การวินิจฉัย
- ถ้ายืนยันว่าผลเป็นบวก ให้เริ่มยาต้านไวรัสโดยเร็ว ภายในวันเดียวกับที่ทราบผลยืนยัน
- ถ้าผลสรุปไม่ได้ ให้ตรวจด้วยวิธี NAAT ซึ่งหาสารพันธุกรรมของไวรัสโดยตรงทันที หรือตรวจแอนติเจนและแอนติบอดีใน 2–4 สัปดาห์ และใช้เพร็พต่อจนกว่าจะสรุปผล
อีกกรณีที่ควรรู้ ถ้าความเสี่ยงครั้งล่าสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมงและยังไม่ได้เริ่มเพร็พ แนวทางฯ ให้พิจารณารับเป๊ป (PEP) ยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อให้ครบ 28 วันก่อน แล้วจึงเริ่มเพร็พ
อยากเข้าร่วม U-TEST หรืออยากตรวจวันนี้ ทำได้ทางไหน
ถ้าอายุ 15–24 ปีและสนใจ โปสเตอร์ให้ติดต่อโครงการที่ 063-393-5230 หรือ Line OA ของ Buddy CU Clinic ที่ @buddycu งานวิจัยทุกชิ้นเข้าร่วมโดยสมัครใจ และถ้ารับเพร็พอยู่ ควรบอกทั้งทีมวิจัยและคลินิกที่รับยา ให้เห็นตารางตรวจตรงกัน
ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ ทางเลือกวันนี้ยังเป็นการตรวจตามนัดที่คลินิกเพร็พ ส่วนชุดตรวจด้วยตนเองที่ขึ้นทะเบียนแล้ว แนวทางการตรวจฯ ระบุว่าตั้งแต่ปี 2566 เป็นสิทธิประโยชน์สุขภาพดีป้องกันโรคของ สปสช. คนไทยรับจากหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนและนัดหมายผ่านแอปเป๋าตังได้
ถ้าเวลาไม่พอจนอยากข้ามนัด ลองดูรอบที่ยืดหยุ่นกว่า เช่น คลินิกเพร็พนอกเวลาในกรุงเทพฯ และอ่านคลังความรู้เรื่องการตรวจเอชไอวีของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) ประกอบ
คำถามที่พบบ่อย
คนที่ใช้เพร็พอยู่ จะหาชุดตรวจแบบปัสสาวะมาใช้เองได้หรือยัง
ยังไม่มีข้อมูลว่ามีขายในไทย แนวทางการตรวจฯ ปี 2568 สรุปเกณฑ์ชุดตรวจด้วยตนเองตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขไว้ (เอกสารระบุว่าเป็นเกณฑ์บางส่วน) เฉพาะแบบเลือดและแบบน้ำในช่องปาก ยังไม่มีแบบปัสสาวะ ในไทยชุดตรวจจากปัสสาวะยังอยู่ในขั้นวิจัย เช่น U-TEST ถ้าจะซื้อชุดตรวจด้วยตนเอง ให้เลือกชุดที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. แล้วเท่านั้น
ชุดตรวจด้วยตนเองขึ้นผลลบ แปลว่าเดือนนี้ไม่ต้องไปคลินิกใช่ไหม
ไม่ใช่ ตารางตรวจผูกกับการนัดรับยาและการตรวจรายการอื่นด้วย ผลลบครั้งเดียวจึงไม่ได้แทนนัดนั้น และไม่ได้ตัดโอกาสว่าอยู่ในระยะฟักตัว
เข้าร่วมงานวิจัยแล้ว ต้องหยุดเพร็พไหม
โปสเตอร์ไม่ได้ระบุเงื่อนไขเรื่องการใช้เพร็พของผู้เข้าร่วม ข้อนี้จึงยังไม่ยืนยัน ให้ถามทีมวิจัยและคลินิกของคุณก่อน และอย่าหยุดยาเอง
สรุป
U-TEST เป็นงานวิจัยชุดตรวจแอนติบอดีจากปัสสาวะด้วยตนเอง ในคนอายุ 15–24 ปี สำหรับคนใช้เพร็พในกรุงเทพฯ สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือตารางตรวจตามแนวทางไทย ปี 2568 และหลักที่ว่าผลคัดกรองต้องยืนยันที่สถานพยาบาล
ถ้าไม่แน่ใจว่านัดครั้งถัดไปคือเดือนไหน โทรถามคลินิกที่คุณรับยาได้เลย การถามเรื่องตารางตรวจเป็นเรื่องปกติของการดูแลตัวเอง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกผิด
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการจัดบริการยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2568 (PDF) ตารางที่ 3.1 และหัวข้อ 3.4.1
- แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซี ปี 2568 ตารางที่ 2.10 และ 2.5.3
- Consolidated guidelines on differentiated HIV testing services องค์การอนามัยโลก (2567)
- WHO prequalified first HIV-1 self-test by urine องค์การอนามัยโลก (7 พฤษภาคม 2568)
