เรื่อง เพร็พสำหรับชาวต่างชาติในกรุงเทพฯ สิ่งที่ต้องเตรียมมีสองอย่าง คือข้อมูลสุขภาพของตัวเอง กับคำถามเรื่องเอกสารและค่าใช้จ่ายที่ต้องโทรถามหน่วยบริการก่อนไป เพราะแนวทางของไทยปี 2568 ไม่ได้เขียนว่าผู้ไม่มีสัญชาติไทยรับบริการได้อย่างไร และไม่ได้กำหนดราคา บทความนี้จึงไม่มีตัวเลขราคาให้ (เปิดอ่านแหล่งข้อมูลเมื่อ 6 ตุลาคม 2569)
เพร็พสำหรับชาวต่างชาติในกรุงเทพฯ ขอได้ไหม
แนวทางการจัดบริการยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวีของประเทศไทย ปี 2568 ไม่ได้ตอบคำถามนี้ตรง ๆ ข้อบ่งใช้ในแนวทางเขียนว่าให้บริการเพร็พแก่ผู้ที่ประสงค์รับเพร็พ โดยไม่มีข้อกำหนดหรือหลักเกณฑ์ด้านความเสี่ยง และไม่ได้เอ่ยถึงสัญชาติ
ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย แนวทางเขียนแยกไว้ว่าในปัจจุบันคนไทยรับเพร็พได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายภายใต้ชุดสิทธิประโยชน์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แนวทางไม่ได้เขียนว่าผู้ไม่มีสัญชาติไทยรับบริการได้หรือไม่ได้ ต้องใช้เอกสารอะไร และไม่ได้กำหนดราคา สามเรื่องนี้จึงต้องถามหน่วยบริการที่จะไปโดยตรง
องค์การอนามัยโลกแนะนำมาตั้งแต่กันยายน 2558 ว่าผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวีควรได้รับการเสนอเพร็พชนิดกินเป็นทางเลือกเพิ่มเติม ภายใต้การป้องกันที่ครบด้าน
ยาฟรีเป็นของใคร และอะไรที่ต้องจ่ายเอง
แนวทางปี 2568 เขียนว่าคนไทยทุกคนเข้ารับบริการเพร็พชนิดกินทั้งสองสูตรที่มีในไทยได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายภายใต้ชุดสิทธิประโยชน์ของ สปสช. ส่วนเพร็พชนิดฉีดคาโบทิกราเวียร์ออกฤทธิ์นาน แนวทางเขียนว่าไม่อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ และมีให้บริการในประเทศไทยแบบที่ผู้รับบริการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง
เรื่องวัคซีน แนวทางเขียนว่าแนะนำวัคซีนที่เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบเอ เอชพีวี และเอ็มพ็อกซ์ และหมายเหตุว่าปัจจุบันไม่อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ของ สปสช. ผู้รับบริการต้องชำระเงินเอง
ก่อนไปครั้งแรก ควรเตรียมข้อมูลอะไร และแนวทางให้ตรวจอะไร
แนวทางปี 2568 เขียนว่าการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็นตอนแรกเข้าคือการตรวจเอชไอวีเพียงอย่างเดียว โดยใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ชุดตรวจแบบรวดเร็ว หรือชุดตรวจด้วยตนเองได้ตามดุลยพินิจของแพทย์ แนวทางยังให้ตรวจการทำงานของไตในผู้ใช้เพร็พชนิดกินบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป และมีรายการตรวจที่แนะนำเมื่อไม่มีข้อจำกัดในการให้บริการ เช่น ซิฟิลิส หนองใน และไวรัสตับอักเสบบีและซี รายการอื่นนี้แนวทางเขียนว่าตรวจวันอื่นหรือนัดถัดไปได้
ผู้ที่อาจอยู่ในช่วงที่ตรวจยังไม่พบเชื้อ แนวทางเขียนว่าเริ่มเพร็พได้ เพราะต้องมาตรวจเอชไอวีซ้ำ 1 เดือนหลังเริ่ม ใครเริ่มได้เมื่อไร แพทย์เป็นผู้ประเมิน
ข้อยกเว้นคือผู้ที่มีความเสี่ยงครั้งล่าสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง แนวทางเขียนว่าควรพิจารณารับยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ (เป๊ป) ให้ครบ 28 วันก่อน แล้วจึงเริ่มเพร็พ
ถ้าเหตุเพิ่งเกิด ให้ไปสถานพยาบาลโดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 72 ชั่วโมง และบอกเวลาที่เกิดเหตุตามจริง ถ้าเลย 72 ชั่วโมงแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์
ข้อมูลที่ควรเตรียมไปคือโรคประจำตัวและยาที่ใช้ประจำ ซึ่งแนวทางให้ผู้ให้บริการสอบถาม ประวัติแพ้ยา วันเวลาของเหตุการณ์ล่าสุด และอาการไม่สบายหลังเหตุการณ์นั้นถ้ามี ส่วนเอกสารแสดงตัวที่หน่วยบริการใช้เปิดเวชระเบียน ควรโทรถามก่อนว่าหน่วยนั้นรับแบบใด
รายการค่าใช้จ่ายที่ควรถามก่อนเริ่ม
ค่าใช้จ่ายไม่ได้มีแค่ค่ายา ตารางนี้เทียบสิ่งที่แนวทางปี 2568 เขียน กับสิ่งที่ต้องถามหน่วยบริการเอง
| รายการ | แนวทางปี 2568 เขียนว่า | สิ่งที่ต้องถามหน่วยบริการ |
|---|---|---|
| เพร็พชนิดกิน | คนไทยรับได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายภายใต้ชุดสิทธิประโยชน์ | ราคาสำหรับผู้ไม่มีสิทธินี้ และคิดเป็นรอบนัดหรือรอบเดือน |
| เพร็พชนิดฉีดคาโบทิกราเวียร์ | ไม่อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ ผู้รับบริการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง | มีให้บริการที่หน่วยนั้นหรือไม่ และราคาต่อครั้ง |
| การตรวจตอนแรกเข้า | ที่จำเป็นคือตรวจเอชไอวี และมีรายการที่แนะนำอีกหลายรายการ | หน่วยนั้นตรวจรายการใดบ้าง คิดค่าตรวจแยกหรือรวมในค่าบริการ |
| วัคซีนที่เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ | แนะนำได้ แต่ผู้รับบริการชำระเงินเอง | มีวัคซีนตัวใดบ้าง และราคาเท่าไร |
| นัดติดตาม | เพร็พชนิดกิน ผู้ให้บริการปรับตารางตรวจติดตามตามความจำเป็นของผู้รับบริการได้ | ค่าบริการต่อนัด และจ่ายยาล่วงหน้าได้ไหม |
ถ้าอยากเทียบกับเส้นทางของผู้มีสิทธิของคนไทย อ่านได้ที่ รับ PrEP ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. ต้องทำอย่างไร
นัดต่อเนื่องในกรุงเทพฯ เมื่อเดินทางบ่อยหรืออยู่ไม่ยาว
ถ้ากังวลว่าจะกลับมาตามนัดไม่ได้ แนวทางปี 2568 เขียนไว้สำหรับเพร็พชนิดกินว่า ผู้ให้บริการเสนอวิธีอื่นช่วยติดตามได้ เช่น ใช้ระบบบริการสาธารณสุขทางไกล ใช้ชุดตรวจคัดกรองด้วยตนเองช่วยติดตาม และจ่ายยาให้มากกว่าตารางนัดปกติ
ตัวอย่างในแนวทางคือ ถ้าทราบล่วงหน้าว่าจะมาติดตามรอบสามเดือนไม่ได้ แต่จะมาได้อีกครั้งในหกเดือน ผู้ให้บริการจ่ายยาให้ครอบคลุมช่วงนั้นได้ โดยแนะนำให้กลับมาตรวจตามแนวทางให้ได้เร็วที่สุด ข้อนี้เป็นดุลยพินิจของผู้ให้บริการ จึงควรบอกตารางเดินทางจริงตั้งแต่นัดแรก
การหาหน่วยบริการ แนวทางชี้ไปที่เว็บไซต์ BuddyStation ของกรมควบคุมโรค ซึ่งใช้ค้นหาหน่วยบริการที่ร่วมจัดบริการเพร็พกับ สปสช. หน้าค้นหาที่เปิดอ่านให้เลือกจังหวัดได้ แต่ไม่ได้เขียนว่าหน่วยใดรับผู้ไม่มีสิทธิของคนไทย หรือคิดราคาเท่าไร
เรื่องภาษา แนวทางเอ่ยถึงแรงงานข้ามชาติในส่วนการสื่อสารว่าให้ใช้ภาษาท้องถิ่นหรือพาร์ตเนอร์จากชุมชนของตัวเองช่วยสื่อสาร ซึ่งเป็นคำแนะนำถึงผู้จัดบริการ ถ้าไม่ถนัดภาษาไทย ควรถามหน่วยบริการก่อนว่าสื่อสารภาษาใดได้ และถ้าจะพาคนไปช่วยแปล คนนั้นจะได้ยินเรื่องส่วนตัวของคุณ จึงควรเป็นคนที่คุณไว้ใจ

คำถามที่พบบ่อย
ไม่มีบัตรประชาชนไทย จะถูกปฏิเสธไหม
แนวทางปี 2568 ไม่ได้เขียนเงื่อนไขสัญชาติไว้ในข้อบ่งใช้ แต่ก็ไม่ได้เขียนว่าทุกหน่วยรับผู้ไม่มีบัตรประชาชนไทย จึงต้องโทรถามหน่วยที่จะไปตรง ๆ ว่ารับหรือไม่ ใช้เอกสารอะไร และราคาเท่าไร
เคยกินเพร็พจากประเทศอื่นมาก่อน ต้องเริ่มนับใหม่ไหม
เรื่องการเริ่มหรือการต่อยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์ที่ดูแลคุณ สิ่งที่ช่วยได้คือพาข้อมูลไปให้ครบ ทั้งชื่อยาที่ใช้ วันที่กินครั้งล่าสุด และผลตรวจครั้งล่าสุดถ้ามี
อยู่ไทยสามเดือนแล้วต้องกลับ จะทำอย่างไรกับยาที่เหลือ
บอกเจ้าหน้าที่ตั้งแต่นัดแรกว่าอยู่ถึงเมื่อไร แนวทางปี 2568 เขียนว่าผู้ให้บริการปรับตารางตรวจติดตามเพร็พชนิดกินให้ตรงกับความจำเป็นของผู้รับบริการได้ตามความเหมาะสม ส่วนจะต่อยาอย่างไรหลังกลับประเทศ ให้ถามแพทย์ก่อนเดินทาง และอย่าซื้อยาต่อเองจากช่องทางที่ไม่ใช่หน่วยบริการ
มีเหตุที่อาจสัมผัสเชื้อในสามวันที่ผ่านมา ต้องทำอะไรก่อน
ให้ไปสถานพยาบาลโดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังเหตุ และบอกเวลาที่เกิดเหตุตามจริง แนวทางปี 2568 เขียนว่ากรณีนี้ควรพิจารณารับยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ (เป๊ป) ให้ครบ 28 วันก่อน แล้วจึงเริ่มเพร็พ อย่ารอให้พ้นสามวันเพราะคิดว่าจะได้เพร็พเร็วกว่า ถ้าเลย 72 ชั่วโมงแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์
เพร็พป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นได้ไหม
ไม่ได้ ตัวอย่างคำพูดสำหรับผู้ให้การปรึกษาในแนวทางปี 2568 เขียนว่าเพร็พป้องกันได้เฉพาะเอชไอวี ไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ส่วนถุงยางอนามัย แนวทางเขียนว่าช่วยป้องกันได้ทั้งเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์ การใช้ถุงยางอนามัยจึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการดูแลสุขภาพของผู้รับบริการ
สรุป
แนวทางของไทยปี 2568 เขียนว่าให้บริการเพร็พแก่ผู้ที่ประสงค์จะรับโดยไม่มีเกณฑ์ด้านความเสี่ยง และคนไทยรับได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายภายใต้ชุดสิทธิประโยชน์ของ สปสช. แต่ไม่ได้เขียนว่าผู้ไม่มีสัญชาติไทยรับบริการได้อย่างไร และไม่ได้กำหนดราคา ชาวต่างชาติจึงควรโทรถามหน่วยบริการให้ครบ ทั้งเรื่องรับหรือไม่ เอกสาร และราคา
สิ่งที่เตรียมได้เองคือข้อมูล ทั้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้ประจำ ประวัติแพ้ยา และวันเวลาของเหตุการณ์ล่าสุด ถ้าเหตุเพิ่งเกิด ให้ไปสถานพยาบาลโดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 72 ชั่วโมง เพื่อขอประเมินเรื่องเป๊ปก่อน ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์
ถ้าต้องย้ายที่รับยาระหว่างอยู่ในกรุงเทพฯ อ่าน ย้ายที่รับ PrEP ในกรุงเทพฯ อย่างไรไม่ให้ยาขาดแม้แต่วันเดียว ส่วนภาพรวมของเพร็พ อ่านได้ที่ PrEP: วางแผนป้องกัน HIV ก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
