รับเพร็พที่องค์กรชุมชนในกรุงเทพฯ ตามแนวทางเพร็พ (PrEP) ของไทยปี 2568 เริ่มที่ลงทะเบียน รับคำปรึกษาและการประเมิน ตรวจเอชไอวีก่อนเริ่มยา แล้วแพทย์ของสถานพยาบาลที่เป็นคู่บริการเป็นผู้พิจารณาผลตรวจและสั่งจ่ายยา ก่อนอาสาสมัครรับยาจากเภสัชกรมาส่งมอบ แนวทางนี้เป็นของทั้งประเทศ ไม่ใช่ขั้นตอนเฉพาะของกรุงเทพฯ แต่ละแห่งอาจจัดต่างกัน
รับเพร็พที่องค์กรชุมชน แนวทางของไทยเขียนขั้นตอนไว้อย่างไร
แนวทางการจัดบริการเพร็พของไทย ปี 2568 ของกรมควบคุมโรค เล่าว่าปี 2566 กระทรวงสาธารณสุขออกแนวทางการให้บริการเพร็พสำหรับสถานพยาบาลและองค์กรภาคประชาสังคม และมีเอกสารชื่อเดียวกันแนบท้ายเล่ม บทความนี้เรียกองค์กรภาคประชาสังคมว่าองค์กรชุมชน
ในขั้นตอนนั้น เราลงทะเบียนรับบริการกับองค์กรก่อน องค์กรส่งผลตรวจและข้อมูลให้สถานพยาบาลที่เป็นคู่บริการ และแพทย์ของสถานพยาบาลเป็นผู้สั่งจ่ายยา แนวทางเขียนด้วยว่ายกรูปแบบบริการมาเป็นตัวอย่างให้ผู้ให้บริการนำไปปรับใช้ตามสถานการณ์ของตน ขั้นตอนจริงของแต่ละแห่งให้ถามองค์กรที่จะไป
เจ้าหน้าที่ที่นั่งคุยกับเรา แนวทางกำหนดให้ผ่านอะไรมาก่อน
ผู้ให้การปรึกษาก่อนตรวจเลือดและประเมินก่อนเริ่มบริการ แนวทางให้เป็นอาสาสมัครที่ผ่านการอบรมในหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดหรือรับรอง และได้รับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถจากกระทรวง
งานของเขาคือแจ้งข้อมูลเรื่องการตรวจเอชไอวีและการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ประเมินความพร้อมและความเข้าใจของเราอย่างถี่ถ้วน และให้คำปรึกษาเรื่องเพร็พอย่างละเอียดและถูกต้อง โดยต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์และเภสัชกร
ช่วงนี้ถามได้เต็มที่ และควรเล่าอาการกับโรคประจำตัวตามจริง เอกสารแนบท้ายให้ประเมินเรื่องเหล่านี้ด้วย
ตรวจที่ไหน ผลตรวจไปที่ใด สองกรณีที่แนวทางเขียนไว้
ก่อนตรวจ แนวทางให้อาสาสมัครยืนยันตัวบุคคล โดยสอบถามชื่อ นามสกุล และหมายเลขประจำตัวผู้รับบริการ จากนั้นแยกเป็นสองกรณีตามสถานะขององค์กร
- ถ้าองค์กรขึ้นทะเบียนเป็นคลินิกเทคนิคการแพทย์ แนวทางให้อาสาสมัครขององค์กรตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีและคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ แล้วส่งผลตรวจให้คู่บริการบันทึกลงระบบฐานข้อมูล
- ถ้าองค์กรไม่ได้ขึ้นทะเบียน แนวทางปี 2568 ให้ตรวจเอชไอวีโดยใช้ชุดตรวจด้วยตนเอง หรือนัดหมายส่งต่อไปตรวจและคัดกรองกับคลินิกเทคนิคการแพทย์อื่น หรือคู่บริการ
แนวทางเขียนว่าการตรวจที่จำเป็นตอนแรกเข้าคือการตรวจเอชไอวี ถ้าต้องตรวจเลือดเพิ่ม ให้องค์กรส่งผลตรวจกับข้อมูลของเราให้คู่บริการดำเนินการต่อ
คำขอใบสั่งยาเดินทางอย่างไร และใครเป็นผู้สั่งจ่าย
แนวทางให้สถานพยาบาลบันทึกข้อมูลของผู้รับบริการลงในระบบฐานข้อมูลเวชระเบียน แล้วส่งคำขอใบสั่งยาให้แพทย์พิจารณา แพทย์ประจำสถานพยาบาลเป็นผู้พิจารณาผลตรวจ วินิจฉัย และสั่งจ่ายยา หรือพิจารณาวิธีการป้องกันอื่น ๆ
| ขั้นตอน | แนวทางให้ใครทำ | สิ่งที่ถามได้ |
|---|---|---|
| ลงทะเบียน | อาสาสมัครขององค์กร | หมายเลขประจำตัวของเราคืออะไร |
| ปรึกษาและประเมิน | อาสาสมัครที่ผ่านอบรมและมีหนังสือรับรอง ในความควบคุมของแพทย์และเภสัชกร | ถามให้ครบก่อนตกลงเริ่ม |
| ตรวจเอชไอวีและส่งผล | องค์กร คลินิกเทคนิคการแพทย์อื่น หรือคู่บริการ ตามสถานะการขึ้นทะเบียน | วันนี้ตรวจที่นี่ หรือต้องไปที่อื่น |
| บันทึกและขอใบสั่งยา | สถานพยาบาลคู่บริการ | ผลตรวจถูกส่งไปที่ใด |
| พิจารณาผลตรวจและสั่งจ่ายยา | แพทย์ประจำสถานพยาบาล | รอผลนานเท่าไร |
| ส่งมอบยา | อาสาสมัครประสานเภสัชกรเพื่อรับมอบยาพร้อมฉลากและคำแนะนำ | ยามีฉลากและคำแนะนำครบไหม |
แนวทางเขียนว่าองค์กรที่จัดเก็บยาตามแนวปฏิบัติเรื่องคลังยาท้ายเล่ม ส่งมอบยาจากคลังของตนได้ทันที และแนวปฏิบัตินั้นกำหนดว่าการส่งมอบยาทุกครั้งต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์
เพร็พที่นี่ฟรีไหม เอกสารของรัฐเขียนอย่างไร
บทความนี้ตอบแทนแต่ละองค์กรไม่ได้ แนวทางปี 2568 เขียนว่าคนไทยทุกคนรับเพร็พชนิดกินได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายภายใต้ชุดสิทธิประโยชน์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ส่วนชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อยังไม่อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ หน้าสิทธิประโยชน์ของกรมควบคุมโรค ซึ่งไม่ได้พิมพ์วันที่ปรับปรุง เขียนว่าเพร็พฟรีสำหรับทุกคน โดยใช้บัตรประชาชน ที่หน่วยบริการสุขภาพซึ่งร่วมจัดบริการเพร็พกับ สปสช.
หน้าเดียวกันเขียนว่าชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองรับได้ฟรีคนละหนึ่งชุดต่อวัน ที่หน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. รวมทั้งหน่วยบริการภาคประชาสังคม ถ้าผลเป็นบวกต้องตรวจยืนยันซ้ำที่โรงพยาบาล อ่านต่อได้ที่ ชุดตรวจเอชไอวีฟรี ทางเลือกใหม่ของคนที่ไม่อยากไปคลินิก
หน้าคู่มือผู้ใช้สิทธิของ สปสช. ที่ผู้เขียนเปิดอ่านเมื่อ 7 ตุลาคม 2569 ไม่มีหัวข้อเรื่องเพร็พ ผู้เขียนแนะนำให้ถามค่าใช้จ่ายกับหน่วยบริการก่อนไป โดยเฉพาะคนที่ไม่มีบัตรประชาชนไทย และโทรถามสายด่วน สปสช. 1330 ได้ ซึ่ง สปสช. ระบุว่าให้ข้อมูลด้านหลักประกันสุขภาพตลอด 24 ชั่วโมง แนวทางเขียนด้วยว่าค้นหาหน่วยบริการที่ร่วมจัดบริการเพร็พกับ สปสช. ได้ที่เว็บไซต์ BuddyStation ของกรมควบคุมโรค
สามคำถามที่โทรถามได้ก่อนไป คือที่นี่เป็นคู่บริการกับสถานพยาบาลแห่งใด ขึ้นทะเบียนเป็นคลินิกเทคนิคการแพทย์หรือไม่ และร่วมจัดบริการเพร็พกับ สปสช. หรือไม่ มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ถ้าอยากเทียบกับหน่วยบริการของรัฐ อ่านได้ที่ รับ PrEP ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. ต้องทำอย่างไร และอ่านเรื่องเพร็พต่อได้ที่ PrEP: วางแผนป้องกัน HIV ก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ
คำถามที่พบบ่อย
ไม่ได้เจอแพทย์เลย แล้วใครเป็นคนสั่งยา
ตามแนวทางปี 2568 คือแพทย์ประจำสถานพยาบาลคู่บริการ ซึ่งพิจารณาผลตรวจ วินิจฉัย และสั่งจ่ายยา หรือพิจารณาวิธีการป้องกันอื่น ๆ คำถามเรื่องยาหรือผลข้างเคียง ขอให้ส่งต่อถึงแพทย์หรือเภสัชกรได้
เพื่อนตรวจที่องค์กรได้ แต่เราถูกนัดไปตรวจที่อื่น เป็นไปได้ไหม
เป็นไปได้ แนวทางเขียนไว้สองกรณีตามสถานะการขึ้นทะเบียนเป็นคลินิกเทคนิคการแพทย์ขององค์กร กรณีที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอาจนัดส่งต่อไปตรวจที่อื่น เหตุผลของแต่ละแห่งให้ถามองค์กรนั้น
ข้อมูลของเราไปอยู่ที่สถานพยาบาล แปลว่าคนที่ทำงานรู้ด้วยไหม
แนวทางเขียนว่าสถานพยาบาลบันทึกข้อมูลในระบบฐานข้อมูลเวชระเบียน ระบบติดตามงานเพร็พใช้ฐานข้อมูลระดับประเทศ และเสนอให้มีมาตรฐานการเก็บและการเข้าถึงข้อมูลเพื่อป้องกันความลับ ผู้เขียนค้นทั้งเล่มไม่พบข้อความเรื่องการส่งข้อมูลให้นายจ้าง ถามองค์กรได้ว่าดูแลความเป็นส่วนตัวอย่างไร
ไม่อยากใช้ชื่อจริง รับเพร็พได้ไหม
แนวทางปี 2568 เขียนว่าผู้รับบริการบางรายต้องการรับบริการแบบไม่ระบุชื่อเพื่อเลี่ยงการถูกตีตราและเลือกปฏิบัติ และหน่วยบริการเพร็พหลายแห่งให้บริการลักษณะนี้ โดยใช้อักษรตัวแรกของชื่อและนามสกุล ร่วมกับวันเดือนปีเกิดและเบอร์โทรศัพท์ แต่ไม่ได้บอกว่าแห่งใดบ้าง และใช้คู่กับสิทธิที่ต้องใช้บัตรประชาชนได้หรือไม่ ให้ถามองค์กรก่อนไป
รับที่องค์กรชุมชน ต้องตรวจเลือดก่อนไหม
ต้องตรวจเอชไอวีก่อน แนวทางปี 2568 เขียนว่าการตรวจที่จำเป็นตอนแรกเข้าคือการตรวจเอชไอวี เอกสารแนบท้ายให้พิจารณาตรวจค่าการทำงานของไตและไวรัสตับอักเสบบีด้วย ซึ่งอาจใช้เวลามากกว่าหนึ่งวัน แพทย์เป็นผู้พิจารณาผลตรวจก่อนสั่งจ่ายยา
สรุป
- ตามแนวทางเพร็พของไทยปี 2568 การรับเพร็พที่องค์กรชุมชนเป็นงานร่วมขององค์กรกับสถานพยาบาลคู่บริการ แต่ละแห่งอาจจัดต่างกัน
- แนวทางให้ผู้ให้คำปรึกษาเป็นอาสาสมัครที่ผ่านอบรมและมีหนังสือรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข ในความควบคุมของแพทย์และเภสัชกร
- ก่อนเริ่มเพร็พต้องตรวจเอชไอวี ตรวจที่องค์กรหรือที่อื่น ขึ้นกับสถานะการขึ้นทะเบียนขององค์กร
- แพทย์ประจำสถานพยาบาลเป็นผู้พิจารณาผลตรวจและสั่งจ่ายยา หรือพิจารณาวิธีการป้องกันอื่น ๆ การส่งมอบยาทุกครั้งต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์
- แนวทางเขียนว่าคนไทยรับเพร็พชนิดกินได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายภายใต้ชุดสิทธิประโยชน์ของ สปสช. แต่หน้าคู่มือผู้ใช้สิทธิของ สปสช. ที่เปิดอ่าน 7 ตุลาคม 2569 ไม่มีหัวข้อเพร็พ ให้ถามค่าใช้จ่ายก่อนไป
แนวทางให้บริการเพร็พแก่ผู้ที่ประสงค์รับ โดยไม่มีข้อกำหนดด้านความเสี่ยง การไปถามเรื่องการป้องกันคือการดูแลสุขภาพตามปกติ ส่วนจะเริ่มยาหรือไม่ ให้แพทย์พิจารณาจากผลตรวจ ไม่เริ่มยาเอง
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการจัดบริการยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2568 — กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค
- สิทธิประโยชน์ด้านเอชไอวีและเอดส์ — HIV Info Hub กรมควบคุมโรค
- คู่มือผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช. หัวข้อสิทธิและช่องทางติดต่อ 1330 เปิดอ่าน 7 ตุลาคม 2569

