โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ซิฟิลิส (Syphilis) อันตรายแต่ป้องกันได้

โรคซิฟิลิสเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ส่วนมากจะติดระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย โดยจะมีอาการที่เห็นได้ชัดคืออยู่ ๆ ร่างกายจะมีผื่นขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ตามแขน ตามลำตัว หรือขึ้นพร้อมกันในบริเวณทั้งหมดที่กล่าวมา หากมีอาการดังกล่าวก็ควรเข้าพบแพทย์และรักษาให้หายขาดโดยเร็วที่สุด

โรคซิฟิลิสคืออะไร ?

ซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากแบคทีเรีย ทรีโพนีมา แพลลิดัม (Treponema pallidum) พบได้บ่อย และสามารถ เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ แต่หากได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ก็สามารถรักษาได้อย่างรวดเร็ว

โรคซิฟิลิสติดต่อได้อย่างไร ?

โรคซิฟิลิส ติดต่อจากคนสู่คนได้โดยง่าย จากการสัมผัส จูบ กอด เพศสัมพันธ์ สามารถติดผ่านผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ ได้ ทารกในครรภ์ติดเชื้อจากแม่ผ่านรกได้ สำหรับการติดต่อผ่านเลือด ติดผ่านได้ เช่น การใช้เข็มร่วมกัน การให้เลือด แต่เกิดได้น้อย

โรคซิฟิลิสมีกี่ระยะ ?

โรคซิฟิลิสแบ่งออกเป็น 4 ระยะ

  • ระยะที่ 1 ผู้ป่วยจะมีแผลเล็กตรงจุดที่เกิดการติดเชื้อโดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศในระยะนี้จะเกิดแผลหลังรับเชื้อไปแล้วไม่เกิน 2 เดือน และหายไปเองภายใน 6 สัปดาห์
  • ระยะที่ 2 อาการจะพัฒนาจากระยะที่ 1 ในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน โดยจะเกิดตุ่มขึ้นตามตัว น้ำหนักลดลง ต่อมน้ำเหลืองมีอาการบวม และผมร่วง เป็นต้น แต่ก็เช่นเดียวกับระยะที่ 1 อาการเหล่านี้สามารถหายได้เองเช่นกัน
  • ระยะสงบ เป็นระยะที่ผู้ป่วยแทบไม่แสดงอาการแต่ยังคงมีเชื้ออยู่ในร่างกายก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่ซิฟิลิสระยะสุดท้าย
  • ระยะที่ 3 หากมาถึงระยะนี้และไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะส่งผลข้างเคียงอย่างรุนแรง เช่น มีผลต่อระบบประสาท หัวใจ สมอง เป็นอัมพาต เสียสติ และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

การรักษาโรคซิฟิลิส

ผู้ป่วยโรคซิฟิลิสไม่ต้องกังวลไป เพราะหากตรวจพบเชื้อตั้งแต่ระยะต้น ๆ จะสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยการรับประทานยาปฏิชีวนะ เพนนิซิลลิน เป็นเวลา 1-3 สัปดาห์ ทั้งนี้ระยะเวลาการรักษาขึ้นกับระยะของโรคที่เป็นด้วย ถึงแม้จะรักษาหายแล้วต้องกลับมาตรวจซ้ำอีกในช่วงแรก ทุก ๆ 3 เดือน จะได้แน่ใจว่าโรคหายขาด

โรคซิฟิลิสป้องกันอย่างไร ?

หากอยากป้องกันตัวเองจากโรคซิฟิลิส สิ่งที่ทำได้คือ ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และเข้าตรวจเลือดเป็นครั้งคราว เพื่อให้มั่นใจว่าตัวเองไม่ติดเชื้อ นอกจากนี้ยังสามารถแนะนำแฟนหรือคู่นอนให้มาตรวจเลือดด้วยกันเพื่อความสบายใจก็ได้ หากทำได้ทั้งหมดนี้ โรคซิฟิลิสก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

จองตรวจซิฟิลิสง่ายๆใกล้บ้านคุณ ได้ที่นี่ > > https://love2test.org/th/clinic

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจที่นี่

continue reading
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคเริม (Herpes)

เริมติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสกับรอยโรคที่ผิวหนัง โดยผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ ปาก และตา เป็นบริเวณที่สามารถติดเชื้อได้ง่าย ส่วนบริเวณอื่นๆ ของร่างกายก็อาจติดเชื้อได้ ถ้ามีช่องทางให้เชื้อเข้าไปได้ เช่น รอยบาดแผลที่ผิวหนัง ผื่นที่ผิวหนัง เป็นต้น

เริมเกิดจากอะไร?

เริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อ Herpes simplex virus หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า Herpes ซึ่งมี 2 สายพันธุ์ คือ Herpes simplex virus ชนิด 1 (HSV-1) และ Herpes simplex virus ชนิด 2 (HSV-2) 

เมื่อได้รับเชื้อเริมครั้งแรกจาก การสัมผัสโดยตรงจากผู้ที่เป็นโรคผ่านทางน้ำลาย หรือรอยโรค อาจแสดงอาการหรือไม่ก็ได้ โดยเชื้อไวรัสจะเข้าทางผิวหนังและไปสะสมอยู่ที่ปมประสาท เมื่อมีปัจจัยมา กระตุ้น เชื้อไวรัสก็จะออกมาตามเส้นประสาทไปถึงปลายประสาททำให้เกิดรอยโรคที่ผิวหนัง หรือเยื่อบุ 

เริมสามารถเกิดได้หลายตำแหน่ง เช่น บริเวณอวัยวะเพศหญิง ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก อวัยวะเพศชาย ถุงอัณฑะ ก้น ต้นขาด้านใน ริมฝีปาก ปาก ลำคอ

คุณจะติดเชื้อเริมได้อย่างไร? 

การติดเชื้อเริมไม่จำเป็นต้องผ่านการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น บางครั้งคุณสามารถติดเชื้อเริมผ่านวิธีอื่นได้ เช่น ผู้ปกครองที่มีรอยโรคเริมจูบลูกที่ปาก เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ผู้คนจำนวนมากที่เคยเป็นเริมที่ปากมักจะเคยเป็นตั้งแต่วัยเด็ก สำหรับหญิงตั้งครรภ์ก็มีโอกาสแพร่เชื้อเริมไปสู่ลูกขณะคลอดลูกได้ แต่ก็พบได้น้อย

นอกจากนี้คุณยังสามารถแพร่เชื้อเริมไปที่บริเวณอื่นๆ ของร่างกายได้ ถ้าหากมีการสัมผัสกับแผลตุ่มพอง ตุ่มน้ำ แล้วนำไปสัมผัสที่บริเวณอื่นต่อโดยไม่ได้ล้างมือก่อน เช่น ปาก อวัยวะเพศ ตา วิธีนี้ยังเป็นช่องทางในการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นด้วย 

โรคเริมมีอาการอย่างไร?

อาการของเริมสามารถเป็นได้หลายแบบขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเกิดโรคครั้งแรก หรือว่าเคยเป็นมาก่อน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเริ่มเป็นครั้งแรกในช่วงวัยเด็ก หรือวัยรุ่น โรคเริมที่เป็นครั้งแรกจะมีระยะเวลาฝักตัวประมาณ 3 – 7 วัน หลังได้รับเชื้อ ซึ่งส่วนมากมักไม่มีอาการ 

แต่ถ้ามีอาการก็จะรุนแรงจะมีอาการดังนี้ 

  • พบกลุ่มตุ่มน้ำแตกเป็นแผลตื้นๆ 
  • มีอาการเจ็บ ปวด แสบร้อนบริเวณรอยโรค
  • มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย 
  • อาจมีต่อมน้ำเหลืองโต

โดยแผลจะค่อยๆ แห้ง ตกสะเก็ด และหายในระยะเวลาประมาณ 2 – 6 สัปดาห์ 

โรคเริมสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ แต่จะมีอาการน้อยกว่าเป็นครั้งแรก ขนาดตุ่มจะเล็กกว่า จำนวนเม็ดก็น้อยกว่าและไม่มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เป็นไข้ ผู้ป่วยอาจมีอาการนำ เช่น คัน ปวดแสบร้อน บริเวณที่จะเป็น หลังจากนั้นก็จะเกิดตุ่มน้ำขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับตำแหน่งเดิม 

เริมกับร้อนในแตกต่างกันอย่างไร?

เริมไม่เหมือนกับร้อนใน ร้อนในเป็นตุ่มสีแดง หรือขาวที่เจ็บและเกิดขึ้นด้านในปาก โดยปกติแล้วร้อนในมักจะเกิดที่เหงือก ด้านในของริมฝีปาก หรือแก้ม หรือบนลิ้น และไม่ได้ทำให้เกิดเป็นตุ่มน้ำ หรือเป็นสะเก็ด และร้อนในนั้นไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ Herpes และไม่ใช่โรคติดต่อ

การรักษาโรคเริม

แม้ว่าจะไม่มียารักษาเริมให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่ยังมีวิธีในการจัดการกับอาการที่เกิดขึ้น ยารักษาโรคเริมจะช่วยให้อาการหายได้เร็วขึ้น และ ช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ แพทย์จะเป็นผู้แนะนำยาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

ในขณะที่กำลังมีอาการแผลตุ่มพอง ตุ่มน้ำ แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาให้คุณเพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น คุณสามารถบรรเทาอาการปวดได้โดยวิธีดังนี้

  • อาบน้ำอุ่น
  • พยายามดูแลให้บริเวณอวัยวะเพศแห้ง ไม่อับชื้น เพราะความชื้นจะทำให้แผลหายช้า
  • สวมเสื้อผ้านุ่ม และหลวมๆ
  • ประคบเย็นบริเวณแผล (เช่น ใช้ถุงเจลประคบเย็น)
  • รับประทานยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน (aspirin), ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หรือ พาราเซตามอล (paracetamol)

จองตรวจ เริม ง่ายๆใกล้บ้านคุณ ได้ที่นี่ > > https://love2test.org/th/clinic

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจที่นี่

continue reading
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

“หูดหงอนไก่” โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่น่ากลัวไม่แพ้โรคเอื่นๆ

หูดหงอนไก่ เป็นหูดที่พบได้บ่อยบริเวณอวัยวะเพศ โดยเกิดจากเชื้อไวรัส ‘HPV’ (Human Papilloma Virus) จัดว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยมากที่สุด ส่วนใหญ่จะพบในช่วงวัยที่กำลังเจริญพันธุ์ คือ ช่วงอายุ 17 – 33 ปี ทั้งชายและหญิง แต่พบได้ในเพศหญิงเสียมากกว่า บางครั้ง หูดหงอนไก่ อาจเรียกในชื่ออื่นได้อีกว่า หงอนไก่ , หูดอวัยวะเพศ หรือหูดกามโรค

ปัจจุบันมีการค้นพบสายพันธุ์ของไวรัส HPV ได้ประมาณ 100 สายพันธุ์ย่อย บางสายพันธุ์อาจทำให้เกิดหูดที่บริเวณผิวหนัง บางสายพันธุ์ก็อาจทำให้เกิดหูดหงอนไก่ ส่วนบางสายพันธุ์ก็จะเข้าไปทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งในระบบสืบพันธุ์ อาทิ มะเร็งปากมดลูก อีกทั้งยังเสี่ยงที่จะทำให้เกิดมะเร็งทวารหนักได้อีกด้วย

ปริมาณ 90% ของผู้ที่เป็นหูดหงอนไก่นั้นพบว่าเกิดจากเชื้อไวรัส HPV 6 และ 11 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อย ความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสนี้จะเข้าไปทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งค่อนข้างต่ำ เชื้อ HPV ในชนิดที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็งในระบบสืบพันธุ์และทางเดินอุจจาระก็คือ HPV 16 และ 18

ในระยะเริ่มต้น เมื่อผิวหนังได้รับเชื้อ หรือติดเชื้อ HPV ผ่านทางรอยถลอกที่ผิวหนัง ก็จะมีระยะฟักตัวของเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่งเป็นเวลาหลายเดือน หรืออาจจะหลายปี ซึ่งเมื่อผ่านระยะฟักตัวมาแล้ว เชื้อไวรัสก็จะมีการแบ่งตัวให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การสร้างเซลล์ในชั้นผิวหนังเกิดความผิดปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้วร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้เอง มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ หากว่าเผลอไปติดไวรัสที่เป็นสายพันธุ์รุนแรงเข้าก็อาจมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งในตำแหน่งที่ติดเชื้อได้

แหล่งที่มาของเชื้อ HPV นั้นติดต่อได้จากการสัมผัสรอยของโรคโดยตรง คือ ทางการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเชื้อนี้ ซึ่งเมื้อมาดูที่ ‘หูดหงอนไก่’ ถึงแม้ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกันกับชนิดอื่นๆ ของหูดทั่วไป แต่การติดต่อหลักๆ ก็มาจากการมีเพศสัมพันธ์ ส่วนการใช้สิ่งของร่วมกัน อาทิ ฝาสุขภัณฑ์ นั้นไม่อาจทำให้เกิดการติดต่อโรคหูดหงอนไก่ได้

ใครที่เสี่ยงจะเป็น “หูดหงอนไก่” ?

  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อ HPV จากคู่นอนที่เป็นโรคนี้ได้
  • ผู้ที่มีประวัติป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ใน 1 ปีที่ผ่านมา
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมข้องเกี่ยวกับการมีคู่นอนหลายคน ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นหูดหงอนไก่ได้

‘หูดหงอนไก่’ มีอาการอย่างไร ?

  • บริเวณที่จะเกิดหูดหงอนไก่จะมีอาการคัน หรืออาจไม่มีอาการใดๆ แสดงให้เห็นเลยก็ได้
  • โดยปกติแล้ว หูดหงอนไก่จะพบได้ตามบริเวณเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายที่สามารถสร้างเมือกที่เรียกว่า เนื้อเยื่อเมือก ได้ จึงพบหูดหงอนไก่ได้ตามบริเวณ อวัยวะเพศ , ท่อปัสสาวะ , ปากมดลูก , ทวารหนัก , ช่องปาก และในลำคอ อีกทั้งยังสามารถพบผู้ที่ป่วยเป็นหูดหงอนไก่ได้ในหลายๆ ตำแหน่งในผู้ป่วยรายเดียวกัน ยกตัวอย่าง หากพบว่าเป็นหูดหงอนไก่ที่บริเวณอวัยวะเพศของผู้ป่วย และมีประวัติว่าเคยมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักด้วย ก็อาจจะพบหูดหงอนไก่ที่บริเวณทวารหนักเพิ่มเติม
  • ลักษณะของ ‘หูดหงอนไก่’ จะมีได้หลายแบบ หลายรูปร่าง ซึ่งอาจจะมีลักษณะเป็นตุ่มเดียว หรือหลายตุ่ม  หรือมีขนาดใหญ่คล้ายกับดอกกะหล่ำ มีลักษณะเป็นหงอนไก่ มีสีชมพู หรือสีเนื้อที่มีลักษณะขรุขระ
  • อาการของผู้ที่เป็นหูดหงอนไก่โดยมากจะมีก้อนเนื้อที่ใหญ่ขึ้น หรือเพิ่มจำนวนมากขึ้นในสตรีที่ตั้งครรภ์ หรือในคนที่มีภูมิคุ้มกันโรคบกพร่อง

‘หูดหงอนไก่’ ป้องกันได้อย่างไร ?

ในปัจจุบัน ทางการแพทย์ยังไม่มียาที่รักษาและช่วยป้องกันหูดหงอนไก่ได้อย่าง 100% ซึ่งเป็นเพราะว่าโรคนี้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ จากผิวหนังสู่ผิวหนัง หากมีคู่นอนหลายคน โอกาสที่จะติดเชื้อก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น หากต้องมีเพศสัมพันธ์ แนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยป้องกันอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่เป็นการป้องกันเชื้อไวรัส HPV ที่ก่อให้เกิดหูดหงอนไก่เท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ด้วย

เมื่อเป็น ‘หูดหงอนไก่’ ควรจะดูแลตัวเองอย่างไร ?

  • ติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อแพทย์นัดก็ควรมาตามนั้นไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
  • งดการมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างที่ทำการรักษา หรือหากจำเป็นต้องมีจริงๆ ก็ควรป้องกันโดยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ
  • ควรพาคู่นอนมาทำการตรวจและรักษาด้วยเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อซ้ำไปมา
  • หากมีการสัมผัสรอยโรค ก็ให้ล้างบริเวณที่สัมผัสและล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้ง
  • รักษาความสะอาดด้วยการล้างมือโดยใช้เจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐานอย่างเคร่งครัด

เรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดการเข้าใจผิด และนำไปปฏิบัติกันอย่างไม่ถูกต้อง คือ การใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ห้องน้ำ , ฝารองนั่ง , สระว่ายน้ำ ไม่ทำให้ติดโรคหูดหงอนไก่

จองตรวจ ‘หูดหงอนไก่’ ง่ายๆใกล้บ้านคุณ ได้ที่นี่ > > https://love2test.org/th/clinic

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจที่นี่

continue reading